top of page

Spiti Valley, India

Updated: Dec 1, 2019

เดินทาง: ปลายสิงหาคม 2019 ระยะเวลา 13วัน

Kee Monastery, Spiti Valley, Himachal Pradesh, India

พื้นที่แถบสปิติเพิ่งเปิดให้คนภายนอกเข้าในปี 1991 เป็นดินแดนในเทือกเขาหิมาลัยส่วน upper Himalayas ที่มีความสูงเฉลี่ย 3,800 เมตรขึ้นไป เป็นดินแดนที่มีมนต์ขลัง สวยงามเหมือนไม่ได้อยู่บนโลกนี้ จำได้ว่าครั้งแรกที่เห็นภาพ Kee Monastry วัดทิเบตในหุบเขาสปิติเหมือนต้องมนต์ นั่งมองอยู่นาน ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่แห่งใดในโลกแต่ตัดสินใจว่าวันหนึ่งจะต้องไปให้ได้

จากการค้นหาพบว่าช่วงที่สามารถเดินทางเข้าไปได้มีเพียงช่วง พฤษภาคม - ตุลาคม เท่านั้น ช่วงฤดูหนาวพื้นที่บน Upper Himalaya หรือหิมาลัยส่วนบนจะหนาวมากถึง ลบ 25-30 องศา ถนนเป็นน้ำแข็งและตัดขาดจากโลกภายนอก นอกจากคนชราและนักบวช คนส่วนใหญ่อพยพลงมาในที่ที่อบอุ่นกว่า ส่วนช่วงหน้าร้อนจะเสี่ยงเรื่อง land slide หินถล่มเนื่องจากการละลายของน้ำแข็งบนที่สูงหรือฝนตก ถนนขาด หินตก ทางกลายเป็นลำธารเอาดื้อๆ ฉะนั้นช่วงเวลาที่จะไปได้จึงจำกัดมาก

ด้วยภูมิประเทศแห้งแล้งและหยาบกร้าน ทำให้สปิติมีประชากรเพียง 1คนต่อตารางกิโลเมตรเท่านั้น

ก่อนไป 2-3 อาทิตย์ มีข่าวมาว่าเกิดหินถล่มหลายที่ปิดทางเพราะปีนี้ฝนตกเยอะในหุบเขา ไม่รู้จะได้ไปไหม จะเคลียร์ทันหรือเปล่า ก่อนไป2-3วันยังให้เตรียมอุปกรณ์กันฝนเพิ่มเติม แต่โชคดีที่ในทริปไม่เจอทางปิดหรือฝนเลย

สายน้ำที่เชี่ยวกรากกับภูมิประเทศแปลกตาทำให้รู้สึกเหมือนอยู่นอกโลก

การเดินทางรอบนี้ต้องนั่งรถเยอะมากเพราะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและสูง สนามบินที่ใกล้และสะดวกที่สุดคือ Chandigarh เมืองจันดิการธ์ที่อยู่ในรัฐปัญจาบที่อยู่ติดกับรัฐหิมาจัลประเทศ Himachal Pradesh ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายในการเดินทางนี้ โดยเริ่มจากเมือง Shimla > Sorahan > Nako > Tabo > Kaza > Chandra Taal > Manali สำหรับคนที่มีเวลาและรักภูมิประเทศแบบนี้จะเหมารวมไปต่อที่เลห์จากมะนาลีเลยก็ได้ บวกเวลาเที่ยวเพิ่มอีก 5 วัน ถ้าจะเหมาแคชเมียร์ ซันสกา ให้ครบด้วยก็เพิ่มไปอีก 6 วัน ถ้าเอาเที่ยวแบบชิวจริงและครบรสควรให้เวลาแถบนี้ไปเลย 1เดือน

เส้นทางเดินรถตามเส้นสีแดงบนแผนที่นี้

รัฐหิมาจัลประเทศ Himachal Pradesh ตั้งอยู่ตอนเหนือของอินเดีย มีพื้นที่อยู่ในเขตเทือกเขาหิมาลัยทั้งหมด ติดกับรัฐแคชเมียร์ และเขตปกครองตนเองทิเบต ของประเทศจีน ซึ่งอยู่ในเขตเทือกเขาหิมาลัยด้วยกันหมด เป็นพื้นที่ตั้งบนเทือกเขามีความสูงเฉลี่ยที่ 3,800เมตร (เรียกได้ว่าอยู่สูงกว่ายอดดอยอินทนนท์ ซึ่งสูงที่สุดในไทย ที่ 2,565เมตรอีกมากโข) โดยแบ่งออกเป็น Upper Himalaya หรือหิมาลัยส่วนบน และ Middle Himalaya หรือหิมาลัยส่วนกลาง ส่วนที่เราไปเที่ยวหลักๆในทริปนี้คือส่วนหิมาลัยส่วนบน แม้คนอื่นจะรู้สึกว่าการนั่งรถวันละ 5 ชั่วโมงจะน่าเบื่อ แต่เมื่อเข้าเขตสปิติแล้ว คุณจะแทบไ่ม่อยากละสายตาจากถนนเลย ทิวท้ศน์มันสวยหลุดโลกทีเดียว โดยเฉพาะในส่วน Kaza ไปแล้ว คิดว่าอยู่บนดาวอังคาร อารมณ์นี้เกิดขึ้นอีกที่หนึ่งบนโลกคือ Iceland ประเทศไอซ์แลนด์ในเขตขั้วโลกเหนือ

ทริปนี้เริ่มจากเมือง Shimla ชิมลา ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงช่วงฤดูร้อนของรัฐบาลผู้แทนอังกฤษในสมัยอาณานิคมอังกฤษ ตั้งแต่ ค.ศ. 1864 จนถึงอินเดียประกาศอิสระภาพ ใช้เพื่อหนีความร้อนจากเดลีและกัลกาต้า ปัจจุปันผังเมืองยังคงเหมือนในยุคนั้น และมีตึกสไตล์ตะวันตกแบบ Tudorbethan และ Neo Gothic อยู่หลายที่เป็นมรดกจากยุคนั้น เมืองตั้งอยู่บนเขาที่ความสูง 2,267 เมตร ปัจจุปันเมืองนี้มีคนอาศัยหนาแน่นที่สุดในหิมาจัลประเทศ บ้านถูกสร้างติดๆกันอย่างแน่นหนาบนไหล่เขาด้วยสีสันแสบตาสไตล์อินเดีย

เราเดินเที่ยวในตัวเมืองบนถนน Mall Road (ทุกเมืองใหญ่ในแถบนี้จะมีถนนชื่อนี้ เพื่อแสดงว่าเป็นย่านการค้ากลางเมือง ไม่ได้มีห้างอะไรหรอก จะเป็นร้านค้าแบบห้องแถวมากกว่า) ร้านรวงแม้ถือว่าเยอะแล้วก็ยังเล็กกว่าตลาดเมือง Leh เลห์ เสียอีก กิจกรรมของนักท่องเที่ยวหลักๆคือการเก็บภาพถนนรอบศาลาว่าการ และโบสถ์ Christ Church ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีความเก่าแก่เป็นอับดับ 2 ของอินเดีย สร้างขึ้นในปี1857

มองไปรอบๆย่านธุรกิจนี้จะเห็นเมืองไล่ตามบนไหล่เขาเป็นบ้านหลากหลายสีสันสไตล์อินเดียที่ต่างสร้างบ้านแข่งกันในชิมลาการจอดรถกลางเมืองเป็นเรื่องยากมากเพราะทางเป็นไหล่เขา จึงมีการสร้างลานจอดรถไว้ด้านล่างแล้วมีบริการลิฟท์(ค่าลิฟท์ 10รูปี)เพื่อไม่ต้องเดินขึ้นบันไดประมาณตึก 8ชั้นขึ้นไปบนถนนคนเดินหรือ Mall Road

ที่ชิมลามีสนามบินอยู่เหมือนกัน และมีสายการบินแอร์อินเดียสายการบินเดียวบินวันละไฟลท์ช่วงเช้า แต่โอกาสที่จะลงได้คือ 50% เหตุกจากวิสัยทัศน์ไม่ดี เนื่องจากอยู่ในพื้นที่หุบเขาบนเขาสูงหมอกลงหนามาก และมีเพียง 1ลานบิน รองรับเครื่องบินได้ 2ลำเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องบินของกองทัพมาลงจอด

ออกจากชิมลามุ่งหน้าสู่ Sarahan ซาราฮาน ซึ่งเป็นทางเข้าสู่ Kinnaur คินเนอร์ เส้นทางนี้เป็นเส้นทาง Indo-Tibet อินโด-ทิเบตมาแต่โบราณ ที่เมืองซาราฮานนี้มีวัดพระแม่กาลี Bhimadevi Temple ซึ่งเล่ากันว่าหูข้างหนึ่งของเทวีสตรีซึ่งเป็นมเหสีของพระศิวะตกอยู่ที่นี้จากพิธีญันยะ เจ้าที่ครองแคว้นนี้จึงสร้างวัดและให้มีการสักการะพระแม่กาลี(ซึ่งคืออีกภาคหนึ่งของเทวีสตรี)ปัจจุปันเราสามารถขึ้นไปสักการะได้ที่ชั้น 2 ของวัดฮินดูแห่งนี้ ถือเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์มากแห่งหนึ่ง

ฺวัดพระแม่กาลี Bhimadevi Temple ที่ Sarahan, Himachal Pradesh, India

เวลาเข้าไปสักการะจะห้ามนำกล้อง มือถือ เครื่องหนังใดๆ รวมถึงกระเป๋าสตางค์หนังและเข็มขัดหนังเข้าไป (เป็นข้อห้ามของฮินดู เพราะนับถือวัว) บรรยกาศที่วัดนี้ดูง่ายๆไม่เหมือนวัดฮินดูที่เคยเข้าในรัฐอื่นๆของอินเดีย ที่มักมีสิ่งของบูชาเยอะ ทั้งดอกไม้ต่างๆ นมสด ผงสี และของหวาน ที่นี้จัดวางดูเหมือนวัดทิเบต เรียบๆและเป็นระเบียบ เราซื้อเครื่องบูชาที่หน้าวัดและเข้าไปมอบให้ผู้ดูแลหน้าพระแม่ และรับขนมกับผ้ากลับมาเพื่อเป็นศิริมงคล ขนมเป็นน้ำตาลให้ทานเลย แต่เป็นขนมเวียนเทียน (เขาจะเอาของที่วางไว้ก่อนหน้านี้ให้เรา ส่วนของเราคนต่อไปได้) และส่วนผ้า เห็นคนขับรถเอามาผูกไว้รอบพวงมาลัย

ในบริเวณลานวัดจะมีคนมาเล่นดนตรีเป็นช่วงๆ เพื่อให้เกิดบรรยกาศ และเมื่อมองไปรอบๆจะเห็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุมล้อมรอบ ทำให้นึกว่าช่วงเช้าที่หมอกลงหนาๆที่นี่น่าจะดูขลังมาก

การจะเก็บภาพวัดต้องเดินออกด้านหลังวัดเพื่อไปถ่ายจากมุมของราชวังของเจ้าที่ครองแค้วน บ้านดูเรียบง่ายแต่น่าอยู่และในบริเวณใกล้บ้านก็มีวัดเล็กๆไว้ทำพิธีบูชาส่วนตัว บรรยากาศในเมืองดูสบายๆ แม้ถนนจะคับแคบ

จากซาราฮานย้อนลงมาผ่านแม่น้ำ Sutlej สัตรุด ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักและมีโครงการสร้างเขื่อนเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ตามหุบเขานี้ บรรยากาศระหว่างทางต้องผ่านโซนก่อสร้างเป็นระยะ และเห็นเส้นไดนาไมท์ที่ฝังไว้ตามหน้าผาเพื่อเอาไว้ระเบิดหินเปิดทาง ระหว่างทางจะมีโซนตั้งป้ายไว้ว่า shooting stones หินตก ส่วนใหญ่เป็นหินกรวดขนาดเท่ากำปั้นที่ไหลลงมาจากด้านบน ซึ่งมีให้เห็นตลอดทั้งการเดินทางคราวนี้ ทำให้การนั่งรถไม่น่าเบื่อดี ต้องลุ้นดูว่ารถจะสวนมาได้ไหมกับถนนที่เห็นชัดว่ามีเลนเดียวแต่ขับสวนกัน ด้านข้างเป็นเหว เมื่อเข้าเขตนี้รถก็ไม่เปิดแอร์อีก เว้นแต่ช่วงที่วิ่งผ่านส่วนที่ก่อสร้างถนนกันอยู่ที่เป็นฝุ่นชัดๆ คนขับจะปิดกระจกอนุโลมให้เปิดแอร์ชั่วคราว เขาให้ความสำคัญกับการประหยัดน้ำมันมาก เพราะปั้มตั้งอยู่ไกลกันมากทีเดียว และรถก็ไม่ได้สัญจรผ่านกันเท่าไหร่

เย็นนี้จุดหมายอยู่ที่ Chitkul ชิตกุล หมู่บ้านสุดท้ายของอินเดียก่อนเข้าสู่ทิเบต อยู่บนความสูง 3,450 เมตร (ดอยอินทนนท์สูงเพียง 2,565เมตรหรือ 8,415ฟุต)

ปัจจุปันเขาพยายามทำเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว มีการเพนต์กำแพงหลายๆจุดในหมู่บ้านให้มีอะไรขึ้นมา และมีโรงแรมสร้างใหม่อยู่2-3แห่งเพื่อรองรับ ชาวบ้านแถบนี้ทำนาขั้นบันไดปลูกข้าวสาลีเป็นหลัก

ในช่วงที่เราอยู่เป็นช่วงที่ข้าวสาลีออกดอกเป็นสีชมพูหวานแหววมาก ใกล้กับหมู่บ้าน Chitkul มีที่พักสไตล์แคมป์อยู่ 2-3 แห่ง สร้างอยู่ข้างแม่น้ำและมีไร่ข้าวสาลีอยู่เต็มไปหมด สวยแปลกตามาก ว่ากันว่าพืชที่ปลูกในพื้นที่สูงกว่า 2.000เมตรมีสารอาหารเป็นเลิศ เพราะเป็นพืชที่แข็งแรงทนอากาศที่โหดร้ายบนที่สูงที่หนาวมากในเวลากลางคืนและร้อนมากเพราะแสงแดดในเวลากลางวัน (ความเชื่อหรือเรื่องจริงเนี่ย? แต่ก็แอบกินแป้งนานปิ้งทุกร้านที่มีโอกาศ) ทุ่งเป็นสีชมพูสดใสมาก มองไปเป็นจุดๆในหุบเขาโดยเฉพาะในแถบแม่น้ำ Baspa นี้

แอ๊บเปิ้ลของ Kinnaur คินเนอร์ ซึ่งปลูกในพื้นที่หิมาลัยบนความสูงกว่า 10,000ฟุตเป็นแอ๊ปเปิ้ลพันธ์ุดีของอินเดีย

คืนนั้นพักแรมในเมือง Sangla ซังลา โรงแรมนี้อยู่ในสวนแอ๊ปเปิ้ล ตั้งแต่เข้าเขตเมืองนี้จะเห็นไร่แอ๊ปเปิ้ลและบ้านทุกหลังมีต้นแอ๊ปเปิ้ล ที่แท้แอ๊บเปิ้ลของ Kinnaur คินเนอร์ ซึ่งปลูกในพื้นที่หิมาลัยบนความสูงกว่า 10,000ฟุตเป็นแอ๊ปเปิ้ลพันธ์ุดีของอินเดีย จะปลูกกันตั้งแต่เมือง Sangla ถึง Pooh และถูกส่งไปขายทั่วประเทศมีไม่พอความต้องการจนไม่เคยได้ส่งออกเลย (ลองชิมตลอดทางเผื่อพลาดของดี สำหรับตัวเองรสชาติประมาณ washington apple เดี๋ยวนี้คนไทยเขากิน Envy กันแล้ว หวาน กรอบ เปรี้ยวนิดๆ ได้รสแอ๊ปเปิ้ลเต็มคำ อยากบอกว่าของแทบทุกอย่างของประเทศนี้ไม่เคยมีเพียงพอที่จะส่งออกเลย เพราะมีประชากรกว่า 1พันล้าน ก็ลองคิดดูแล้วกัน)

เมืองซังลา Shangla ถือเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ชายแดนทิเบตที่สุด และเป็นที่ตั้งของ Kamru Fort ป้อมแคมรู ส่วนที่เป็นหอคอยโบราณตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเมือง เราต้องเดินเท้าขึ้นไปผ่านวัดและหมู่บ้านซึ่งแม้ไม่ชันมากและเป็นทางปูหินก็เดินเหนื่อยใช้ย่อย อย่างว่าเราได้ขึ้นมาบนความสูงเกือบ 3,000เมตรเลยยอดดอยอินทนนท์มาแล้ว อากาศจึงบางลงมาก การเดินทางเส้นนี้ต้องเตรียมตัวเรื่องอาการต้านที่สูง (อ่านต่อในบทความย่าติง หรือการเตรียมตัวด้านล่าง) ซึ่งคนที่จะเป็นจะเริ่มมีอาการเมื่อเกินความสูง 3,000เมตร

ก่อนเข้าวัดต้องสวมหมวก และผูกเชือก ที่เอว และถอดรองเท้าก่อน แสดงถึงความเคารพต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น

ส่วนวัดฮินดู Bering Nag Temple เป็นวัดสำคัญที่สักการะ Lord Jagas หรืออีกภาคหนึ่งของพระศิวะ โดยเฉพาะในช่วงสิงหาคมของทุกปี วัดนี้ก็ทำด้วยไม้ เมื่อเดินทะลุหลังลานวัดไปเดินผ่านทางเท้าของหมู่บ้านไต่ขึ้นไปราว 10นาทีถึงป้อมแคมรู ที่นี้มีเตรียมหมวกแบบคินเนอร์ แถบผ้าบางๆให้เราไว้คาดเอวก่อนเข้าไปด้านในด้วย และที่น่าสนใจคือไม่ได้เก็บค่าเข้าชมอะไร เป็นการดูแลโดยชาวบ้านกันเอง มีจำกัดจำนวนคนเข้าเพื่อนไม่ให้หนาแน่นเกินไป และมีการบรรยาย บนหน้าลานเล็กๆตรงป้อม ในบริเวณนี้ก็มีวัดฮินดูเล็กๆไว้สักการะ Kamakhya Devi เทวีคามากลาหรืออีกภาคของพระแม่กาลี

จากซังลา Shangla ก็นั่งรถกันยาวๆเข้าเขตเมืองหลวงของคินเนอร์ เมือง Reckong Peo เรคคงเปียว ในฐานะคนต่างชาติที่เข้ามาในเขตชายแดนของอินเดีย เราต้องไปรายงานตัวทำเอกสารที่ศาลาว่าการกลางเมือง เพราะเราอยู่ในเขตชายแดน อินเดียจะมีข้อบังคับตรวจตราละเอียดกับคนต่างชาติหน่อย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการข้ามเขตแดนกัน

ต้นสนยักษ์ในเมือง Kalpa, Himachal Pradesh, India

จากนั้นก็ขับรถเลยขึ้นไปพักที่เมือง Kalpa คัลปาซึ่งอยู่เหนือเมืองเรคคงเปียวและเป็นแหล่งปลูกแอ๊บเปิ้ลที่สำคัญอีกด้วย วิวเมืองนี้มีต้นสนขนาดใหญ่มหึมาเป็นจุดเด่น ต้นไม้นี้ทำให้บ้านดูเป็นมดไปเลย และนึกถึงหนังอินเดียที่ชอบมียักษ์ในเรื่อง มักรู้สึกว่ายักษ์ตัวใหญ่ไม่สมจริงเลย พอเห็นต้นไม้นี้ทำให้รู้ว่าจินตนาการเขามาจากความเป็นจริงรอบตัวจริงๆ

จากตรงนี้เราจะมองเห็น Jorkanden peak (สูง 6,473เมตร) และ Kinnaur Kailash Pek ซึ่งเป็นยอดเขา Jorkanden นี้ถือว่าสวยที่สุดในเขต upper Himalayas โดยทั่วไปจะถูกเมฆหมอกปกคลุม จะเห็นได้ชัดในช่วงพฤษภาคมและมิถุนายน

ด้วยความเป็นคนกลัวความสูงอย่างมาก ไม่กล้าห้อยขาหรือยืนโบกมือตรงหน้าผา ก็เอามันรูปนี้แล้วกัน รูปนี้ต้องมีคน จะได้เห็นว่ามันดูหวาดเสียวแค่ไหน Suicide Point, Kalpa, Himachal Pradesh, India

มาถึงที่นี้จะนั่งดูยอดเขาเฉยๆกน่าเบื่อ พี่ในกลุ่มทำการบ้านมา เจอจุดถ่ายรูป chedk in ดังใน IG รูปหนึ่ง ห่างจากที่พักไปเพียง 10นาที ชื่อตั้งให้หวาดเสียว Suicide Point ทุกคนจึงไปแอคหวาดเสียวตรงจุดหน้าเหวหน่อย

นั่งรถยาวๆอีกวันโดยเส้นทางวันนี้ไต่สูงขึ้นและต้นไม้เริ่มหายไปจะดูแล้งๆ ทางที่ขับขึ้นเป็นรูปซิกแซกหลายจุด ถนนเริ่มแย่ลงเป็นลูกลังมากขึ้น บ่ายแก่ๆเราก็มาถึง Nako นาโก้ บนความสูง 3,662 เมตร เมืองนี้แค่ขับรถเข้าเมืองก็รู้สึกร่มรื่น ที่พักเราเป็นแคมป์ที่น่ารักมากที่สุดเท่าที่เคยอยู่โรงแรมแบบแคมป์มา ตั้งอยู่บนเนินที่มองเห็นทั้งเมืองและเดินลงทะเลสาบเพียง 5 นาที (แต่เดินขึ้น 15นาที บันไดชันมาก)

เราใช้เวลาช่วงบ่ายแก่เดินเล่นในเมืองนาโก้ที่เป็นบ้านทำด้วยหินที่เอามาเรียงกัน และทำเป็นถนนแคบๆทั้งเมือง (ที่สร้างบ้านชิดๆกัน น่าจะมาจากความที่ที่โล่งสูงลมแรง จะได้กันลมได้) รถเข้าไม่ได้เลย พื้นถนนเป็นดินลูกลัง ชาวบ้านใช้หินที่เก็บมาจากภูเขารอบๆทำเป็นบ้าน รั้วและคอกให้วัวอยู่ซึ่งจะเห็นอยู่ทั่วไป บรรยกาศในหมู่บ้านน่ารักดี แต่แทบไม่เห็นคนในหมู่บ้านเลย เขาลงไปทำนากันหมด เพราะช่วงฤดูร้อนเป็นฤดูเดียวที่จะเก็บเกี่ยวพืชได้ ซึ่งเขาจะพยายามเก็บพืชที่จะมาทำเป็นฟางเพื่อใช้เลี้ยงวัว ม้าและลาให้ทันหมดฤดู

เราเห็นชาวบ้านขนหญ้าเป็นกอใหญ่ๆแบกขึ้นหลังกันไปเก็บในคอกวัวเป็นช่วงๆ บ่ายแดดร่มลมตก ชาวบ้านลงไปช่วยกันเก็บผักในทุ่งเป็นภาพที่น่าดู เราเดินผ่านเมืองซึ่งมีแต่คนเฒ่าคนแก่และเด็กที่เพิ่งเลิกเรียนวิ่งเล่นอยู่ จนถึงวัดทิเบตในเมือง เมืองนี้ผู้คนนับถือพุทธแล้วและจะเป็นเช่นนี้ไปจนสุดเขตสปิติ

ทางช้างเผือกแรกที่ถ่ายในทริปนี้ ที่แคมป์ตรงทะเลสาบ Nako Lake, Himachal Pradesh, India

คืนนี้ได้ถ่ายรูปทางช้างเผือกเป็นคืนแรกของทริปนี้ แค่ทานข้าวเย็นเสร็จราว 1ทุ่ม เดินออกมาก็เห็นทางช้างเผือกคาดอยู่บางๆบนท้องฟ้า และมีแคมป์เป็นฉากหน้า ดาวเหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม

Nako Lake ทะเลสาบนาโก้เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ พื้นที่ไม่ใหญ่เหมือนทะเลสาบที่เรารู้จักกันทั่วไป แต่เป็นแหล่งที่มอบชีวิตชาวบ้านหลายร้อยในเขตนี้ เวลาที่ควรชมคือเวลาเช้าตรู่ที่จะเห็นเงาของเมฆสะท้อนกับน้ำ และเงาของหมู่บ้านที่มีภูเขาหิมะเป็นฉากหลังตัดกับแสงแดดที่ส่องลงมาบนสันเขา

เช้านี้ระยะทาง 67 กิโลเมตร ไต่เขาข้ามเข้าสู่ Spiti Valley สปิติวัลเลย์ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของทริปนี้ แต่เราใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง โดยผ่านหมู่บ้าน Sumdo เป็นหมู่บ้านแรกของสปิติ ระหว่างทางถนนเป็นลูกลัง และหลุมบ่อ นั่งแล้วลุ้นดีแท้ แต่เพราะนั่งมาหลายวันแล้วเริ่มชินกับทางโหดๆ ตามทางเห็นสายน้ำเชี่ยวกรากตีโค้งคู่กันกับถนนผ่านหุบเขาต่างๆ แทบไม่มีต้นไม้ให้เห็นเท่าไหร่ระหว่างทาง คาดว่าเราน่าจะเข้าเขตความสูงเกิน 3,000 เมตร และเราก็ผ่านแดนตรวจของทหารชายแดนที่ด่านทหาร เพราะถนนทั้งหมดในเขตนี้เป็นถนนที่ใช้สำหรับกองทัพตระเวณชายแดน


บ่ายแก่ เราก็เข้ามาถึงเมือง Tabo ทาโบ ลงมาที่ระดับความสูง 3,050 เมตร เมืองนี้เป็นเมืองที่มีพื้นที่ราบมากที่สุดเท่าที่เห็นในทริปนี้ เป็นแหล่งรวมรถประจำทางขนาดใหญ่และมีโรงแรมเรียงรายกันทั่วเมือง (ที่ว่าเรียงรายอย่าเข้าใจผิด ตึกแถวนี้เห็นได้ชัดว่าสร้างใหม่เป็นแบบตึกแถว) โดยมี Tabo Monastery เป็นจุดกลางของเมือง หน้า Tabo Monastery มีร้านขายของที่ระลึกด้วย (คือผ่านมาหลายเมืองมากเพิ่งมาเจอเมืองที่มีของขายนักท่องเที่ยว ตามนิสัยชาวไทย ได้เสียเงินสักที)

Tabo Monastery เป็นอารามที่ขึ้นเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ดูจากด้านนอกเราจะไม่รู้สึกเลยว่ามันเป็นมรดกโลกได้อย่างไร ภาพเขียนผนังด้านในเป็นทังก้าที่สวยงามและเก่าแก่มาก ก่อตั้งโดยท่านรินเชน ซังโปร Rinchen Zangpo ในสมัยที่แถบนี้ยังอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักร Guge ในศตวรรษที่ 10 Tabo Monastery เป็นวัดที่มีการบูรณะและสร้างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุปัน สิ่งที่ล้ำค่าของวัดคือภาพวาดฝาผนังและรูปปั้นพระอรหันต์และพระโพธิสัตว์ ที่มีอายุกว่าพันปี ภายในวัดที่ก่อขึ้นจากดินทรายมืดมาก ไม่มีไฟฟ้าภายใน ผู้เข้าเยี่ยมชมต้องใช้ไฟฉายที่ทางวัดเตรียมไว้ให้ส่องภาพซึ่งมีอยู่เต็มทุกผนัง บางส่วนก็เสียหายมากจนมีการวาดภาพใหม่ทับเมื่อหลายร้อยปีก่อน สีที่เหลืออยู่ของภาพแสดงให้เห็นว่าเดิมสีสดและสวยงามมาก เสียดายที่ไม่สามารถถ่ายภาพได้ สำหรับคนที่สนใจแนะนำอย่างมากให้เข้าไปดูภาพต่อได้ในลิงค์นี้ http://www.tabomonastery.com/

จาก Tabo มุ่งหน้าต่อไปที่ Dhankar ดังก้าเป็นเมืองหลวงโบราณของสปิติ ตั้งอยู่บนความสูงที่ 3,850 เมตร มีอารามโบราณอายุกว่า 1,200ปี สร้างบนหน้าผาสูงชันสามารถมองเห็นจุดบรรจบของแม่น้ำ Spiti และ Pin อารามหลายหลังถูกสร้างขึ้นในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมาจนมีการสร้างทางเพื่อเชื่อมต่ออารามหลังต่างๆ เป็นภาพที่ดูแปลกตา เหมือนมีคนเอาตึกเหล่านั้นมาวางไว้บนไหล่เขา แล้วขีดเส้นโยงกัน (ที่เป็นถนนที่เชื่อมระหว่างอาคาร)