top of page

Isle of Skye, Scotland

Updated: May 11, 2020

เดินทางช่วงกลางเมษายน 2019 ระยะเวลาเดินทาง 4 วัน

The Oldman of Storr, Isle of Skye, Scotland

Isle of Skye เกาะที่เป็นสถานที่ในฝันของช่างภาพสายแลนด์สเคปทั่วโลก และเป็นสถานที่ถ่ายทำของภาพยนต์ดังมากมาย เช่น Transformer, James Bond หลายภาค, Snow White and the Huntsman, Prometheus, Made of Honour, 47 Ronin และ Harry Potter

Isle of Skye, Scotland, U.K.

Isle of Skye ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสก็อตแลนด์ มีภูมิประเทศที่สวยงามแปลกตาแวดล้อมด้วยหุบเขาและทะเลรอบด้าน หุบเขาที่นี่จัดเป็นเทือกเขาที่สวยที่สุดในอังกฤษ กิจกรรมหลักที่นักท่องเที่ยวทำคือการเดินเขา ทิวทัศน์ของที่นี่ไม่เหมือนกับที่ใดในโลกดูแลกตาและดึงดูด สีเขียวขจีของหญ้าหนาๆที่ปกคลุมทุกหนแห่งจะทำให้รู้สึกสบายตา อยากทิ้งตัวลงกลิ้งบนหญ้าที่ดูเหมือนกำมะหยี่

Eilean Donan Castle, Scothland, UK

เส้นทางในการเดินทางเราเริ่มและจบจาก Inverness ซึ่งการเดินทางเข้าไปใน Isle of Skye ใช้เวลาราว 3-4 ชั่วโมง ระหว่างทางต้องผ่าน Eilean Donan Castle ซึ่งเป็นปราสาทที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในสก็อตแลนด์เป็นที่แรก และยังเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังมากมาย เช่น Highlander, James Bond: The World is Not Enough, Elizabeth: The Golden Age และ Made of Honor

โดยปราสาทนี้ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆกลางจุดบรรจบของทะเสาบ 3แห่ง Loch Duich Loch Long และ Loch Alsh ชื่อ Eilean Donan แปลตรงตัวว่า เกาะของ Donnán ซึ่งเป็นนักบุญชาวเซลติก Donnán แห่ง Eigg ได้มาตั้งรกรากบนเกาะแห่งนี้ในศตวรรษที่ 7 แม้จะไม่มีหลักฐานอ้างอิงเป็นวัตถุหรือจารึก ตัวปราสาทถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 โดยสร้างจากกำแพงล้อมรอบก่อน จนถึงราวศตวรรษที่ 14 จึงมีตัวปราสาท แต่ถูกทำลายจากการสู้รบในปี ค.ศ. 1719 และถูกทิ้งร้างกว่า 200ปี จนถูกบูรณะและสร้างใหม่พร้อมสะพานเชื่อมในต้นศตวรรษที่ 20 โดยตระกูล MacRae และเปิดให้เยี่ยมชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 ปัจจุปันมีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมมากกว่า 4 แสนคนต่อปี

สำหรับเกาะที่มีขนาดถึง 1,656ตารางกิโลเมตร (ภูเก็ต 543 ตารางกิโลเมตร) ที่ Isle of Skye สกายมีประชากรเพียง 1หมื่นคนเท่านั้น ส่วนใหญ่ทำปศุสัตว์และประมง อุตสาหกรรมอันดับหนึ่ง ณ ปัจจุปันคือการท่องเที่ยว โดยมีเมืองหลักคือเมือง Portree นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้ Portree เป็นฐานที่ตั้งแล้วขับรถเที่ยวเอา ฉะนั้นที่ Portree จึงมีโรงแรม ร้านค้าและร้านอาหารชั้นดีกระจุกตัวอยู่ ตรงบริเวณท่าเรือของ Portree เป็นฉากในหนังและซีรีย์หลายเรื่องทีเดียว เช่น Made of Honour (เป็นหนังรักโรแมนติกที่น่ารักเรื่องหนึ่งทีเดียว)

ด้วยความที่ฐานเราอยู่ที่ Portree ซึ่งเป็นเหมือนศูนย์กลาง เราจึงสามารถเลือกว่าจะไปทิศไหนก่อนก็ได้ เราไปที่ Sligachan อยู่ตรงกลางของสกายก่อนในช่วงเช้าตรู่วันถัดมา โดยมุมยอดฮิตคือถ่ายติดสะพานโดยที่Background เป็น Cuillin ซึ่ง

Cuillin นี้เป็นเทือกเขาที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟหลายล้านปีมาแล้ว ทำให้เกิดการบีบอัดจนพื้นที่ตรงนี้นู่นขึ้น และมีแมกม่าไหลออกจากจุดตรงแถบนี้ ทำให้พื้นที่แถบนี้เป็นหินลาวาและไม่สามารถใช้เพาะปลูกใดๆได้ แบ่งออกเป็น Black Cullin และ Red Cullin ซึ่งมาจากประเภทของหินลาวาที่แตกต่างกัน ก่อนยุควิคตอเรียไม่เคยมีการปีนเขาแถวนี้เลย บริเวณยอดเขาในแถบนี้ไม่เหมือนที่อื่นในสกายเป็นหินและกรวด จนเมื่อไม่นานมานี้การเดินเขาแถบนี้ก็เริ่มเป็นที่นิยม Black Cullin ได้ชื่อว่าเป็นยอดเขาที่พิชิตยากที่สุดในอังกฤษ ระยะทาง 11 กิโลเมตร เพราะพื้นมีแต่หินจึงมีความลื่นกว่ายอดเขาอื่นๆ เราได้เดินเล่นแถว Black Cullin เล็กน้อยเพื่อถ่ายภาพธารน้ำ บนพื้นที่ที่ดูแปลกตาเหมือนอยู่นอกโลก

จากนั้นไป The Fairy Pools ตั้งอยู่ใต้ Black Cullin เป็นจุดหมายปลายทางหลักอีกแห่งหนึ่งของสกาย และเป็นสระว่ายน้ำธรรมชาติที่ตั้งอยู่ในหุบเขา Glen Brittle สำหรับคนที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง การได้มาแหวกว่ายในธารน้ำเย็น ๆ ท่ามกลางความสวยงามของธรรมชาติของ The Fairy Pools คือความฝันเลยทีเดียว เราจะเห็นคนที่เตรียมชุด wet suit (เนื่องจากค่อนข้างหนาวช่วงนั้น ไม่มีคนใส่ชุดว่ายน้ำ) มาลงน้ำที่นี้เยอะทีเดียว

The Fairy Pools สวยงามตรงตัวตามชื่อ”สระนางฟ้า” บ่อน้ำที่เกิดจากน้ำตกธรรมชาติที่ถูกโอบล้อมไปด้วยกำแพงหิน หมู่ต้นหญ้าและเฟิร์นเขียวชอุ่ม น้ำที่นี่เป็นสีฟ้าและสีเขียว เราไปถึงช่วงสายๆแล้ว แม้อุณหภูมิจะอยู่ราว 8-10 องศา แต่การเดินระยะทาง 2.4กิโลเมตรแรกเพื่อไปให้ถึงจุดที่เห็นน้ำตกได้จุดแรกก็เล่นเอาเหงื่อตกเลย เห็นทางเดินเรื่อยๆเป็นหินไม่ได้เรียบหรือชันแบบนี้ แต่ไม่มีต้นไม้ให้พักหลบแดดเลยเอาเรื่องเหมือนกัน

ที่นี่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้แต่มีกฎว่าถ้ามีทาครีมกันแดดหรือครีมชนิดอะไรก็ตามบนร่างกาย ควรล้างตัวเพื่อชำระสารเคมีเหล่านั้นให้สะอาดเสียก่อน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศต่อไปได้ และเพื่อป้องกันความสะอาดใสของน้ำ ที่นี่ยังได้สร้างห้องน้ำตรงบริเวณจุดที่ลงว่ายได้ แต่ก็ไม่มีร้านค้าอำนวยความสะดวกนะ

ช่วงบ่ายไปที่ The Quiraing (ชื่อของสถานที่ต่างๆที่นี่อ่านยากหน่อยเพราะคนที่นี่ยังใช้ภาษา Gaelic ที่เป็นภาษาถิ่นอยู่ เวลาคุยกับคนแก่จะฟังยากมาก แล้วเราก็ออกเสียงสถานที่ยากไปด้วย เอาเป็นว่าโชว์ตัวหนังสือเอาแล้วกัน) เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ต้องไปด้วยความสวยสง่างามของภูมิประเทศ จนสื่ออังกฤษบอกว่า The Quiraing คือสัญลักษณ์ของสก็อตแลนด์เลยทีเดียว

The Quiraing ที่พื้นที่หุบเขาที่มีไหล่เขาติดมหาสมุทรซึ่งมีลมแรง เหมือนลูกคลื่นโหมตลอดเวลา The Quiraing เป็นส่วนเหนือสุดของ เทือกเขา Trotternish Ridge ซึ่งเกิดจากแผ่นดินถล่มหลายครั้ง บริเวณนี้เป็นแหล่งเดินเขาสำคัญ มีทางเดินยาว 6.5 กิโลเมตร ไต่ขึ้นลงตามเขา แบ่งออกเป็นเจ็ดช่วง ใช้เวลาเดิน 3 – 4 ชั่วโมงในหน้าร้อน คนส่วนใหญ่จะเดินแค่ช่วงแรกก็หันกลับ (ซึ่งก็รวมเราด้วย ลองดูข้อมูลตามเน็ตแล้ว ถ้าเดินไปต่อก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกาย หรือการท้าทายตัวเองมากกว่าเที่ยว เพราะไฮไลท์มีแค่ช่วงแรก)

พูดจริงๆว่าพอไปถึงแว็บแรก ไม่ได้รู้สึกว่าสวยเลย เพราะสถานที่มันใหญ่มากเห็นแต่เนินหญ้า เดินๆๆอย่างเดียว จนขึ้นไปสูงหน่อยแล้วหันกลับมาดูถึงรู้สึกว้าวสวย คาดว่าถ้าจะให้สวยจริงๆต้องใช้โดรนขึ้นไปถ่ายด้วยมุมสูงลงมา กลับบ้านมาดูรูปรู้สึกสวยกว่าตอนอยู่ที่นั้น เพราะลมแรงและหนาวมาก ไม่มีต้นไม้อะไรทั้งนั้น

Fairy Glen, Isle of Skye, Scotland

วันนี้เป็นวันที่จุดเที่ยวอยู่ใกล้กัน เที่ยวแบบถี่ๆ ขับไปประมาณ 20นาทีมาถึง Fairy Glen ซึ่งเป็นจุดท้องเที่ยวแบบ off beat หน่อยๆ

Fairy Glen เป็นพื้นที่ขนาดเล็กในหุบเขาที่มีพื้นที่เป็นเนินและแอ่งประหลาดและมีลานอยู่ตรงกลาง ซึ่งมีหินวางทิ้งไว้โดยนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาเป็นทรงต่างๆให้มีความขลัง แต่เชื่อไหมว่าคนพื้นที่มักต้องมารื้อออกบ่อยๆ เพราะเขาอยากให้มันดูเป็นธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง ไม่มีใครรู้ว่าทำไมตรงนี้เรียกว่า Fairy Glen คาดว่าน่าจะมาจากภูมิประเทศที่ดูน่ารัก มีน้ำตกเล็กๆ มีเนินทรงเหมือนโคนไอศครีม มีเนินหญ้าชันๆและลานทรงกลมตรงกลาง เหมือนเป็นสนามเด็กเล่นเลย จะเห็นคนนั่งพักผ่อนจากการขับรถเล่นที่นี้เยอะ

ช่วงเย็นแสงหวานๆ ไปต่อที่ Talisker Bay ซึ่งเราไปเก็บภาพหาดที่เต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ เมื่อเทียบกับหาดหลายแห่งในโลกที่ไปมา แม้แต่โครเอเชียที่มีแต่หาดหินเล็กๆสีขาว Talisker Bay เป็นภาพชายหาดที่ประหลาด แบบออกแนวน่ากลัวเพราะหินเป็นสีดำคล้ำและมีวัชพืชเกาะ และตรงบริเวณหาดเป็นแอ่งลงไป และจะไม่แปลกใจมากเมื่อมาอ่านเจอทีหลังว่าบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Cuillin ซึ่งหินเป็นลาวา เป็นจุดที่เหมาะกับการถ่ายภาพตอนเย็นช่วงพระอาทิตย์ตกดินมากที่สุด การเข้าไปที่นี่ต้องเดินผ่านบ้านสีขาว ซึ่งแปลว่าเป็น Private Property เขาทำเป็น foot path ไว้ให้เดินเข้าไปที่หาดซึ่งต้องเดินเท้าราวๆ 400 เมตร บ้านหลังนั้นเป็นของตระกูล Macleod ซึ่งเป็นเจ้าที่ครองที่ดินแถบ Skye ในช่วงศตวรรษที่ 17 และต่อมาในปี ค.ศ 1825 Hugh MacAskill เข้าครองครองต่อ และพัฒนาที่ดินแถวนี้รวมทั้งเปิด Talisker distillery ซึ่งผลิตวิสกี้ชั้นเลิศของโลก ตัวโรงเหล้าอยู่ห่างจากจุดนี้ราว 8 กิโลเมตร กลับมาที่ทางเข้า

จะว่าไปชอบหาดตรงนี้มากที่สุด เพราะมีมุมถ่ายรูปเยอะและมีหินขนาดใหญ่ๆเยอะ คงเป็นคนชอบโขดหินที่ดูดิบๆมั่ง ตอนพระอาทิตย์จะตกน้ำจะขึ้นเร็วมากๆ ตั้งกล้องไว้ต้องถอยร่นหนีน้ำทุกซ็อตเลย ถ่ายรูปได้สิบกว่าใบก็ต้องเก็บเสียแล้ว แต่ถือว่าเป็นวันโชคดีอีกวันที่ได้ท้องฟ้าสีสวยช่วงพระอาทิตย์ตก

Old Man of Storr อีกที่ที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับสกาย แต่ความท้าทายสูงหน่อยเพราะต้องเดินไต่เขาขึ้นไปเยอะมากจากจุดทางเข้าถึง Old Man of Storr ต้องใช้เวลาเดินแบบไม่หยุดพัก 45นาที ทางเดินดีแต่ค่อนข้างชัน เฉพาะช่วงสุดท้ายเป็นลูกลังและจะเปียกแฉะหน่อยและชันมากสุด สำหรับนักเดินเขา เขาบอกว่าระดับความยากคือ Medium นะ สำหรับเราออกเดินตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปให้ถึงยอดให้ทันพระอาทิตย์ขึ้น โดยเดินในความมืด ซึ่งช่วยได้มากเพราะเราไม่รู้ว่ามันไกลแค่ไหน และอากาศเย็นมากประมาณ 2 องศาจึงไม่เหนื่อยง่าย ถึงยอดทันพระอาทิตย์ขึ้นพอดี แล้วค่อยๆไล่ถ่ายภาพตอนลงมา

ซึ่งต้องบอกเลยว่าส่วนบนสวยกว่ามากๆ โดยเฉพาะช่วงที่แสงส่องทะลุเมฆลงมาทอเป็นเส้นๆ เหมือนสวรรค์เลยทีเดียว

ขาลงเจอหลายคนที่ไม่อยากขึ้นให้ถึงด้านบนเพราะเหนื่อย (ถ้ามาสายๆจะเหนื่อยมากเพราะไม่มีต้นไม้บังแดด และระหว่างทางไม่มีร้านค้า ห้องน้ำหรือถังขยะเลย) ถ้าเที่ยวเร็วก็ 3ชั่วโมง แต่กลุ่มเราลงมาถึงตอน 9โมงครึ่ง เพราะตั้งกล้องถ่ายกันเยอะ คิดว่าหลายคนที่ได้ขึ้นไปไม่อยากลงมาง่ายๆหรอก เพราะมันสวยมากจริงๆและมีหลายจุดให้ถ่าย

Isle of Skye, Scotland, UK

กลับลงมานอนพักร่างและเพิ่มพลังงานด้วยอาหารมื้อหนัก 3-4ชั่วโมง สำหรับอาหารที่พลาดไม่ได้เลยคือแซลมอน และหอยเชลล์ตัวใหญ่ที่จับได้จากมหาสมุทรแถบนี้ และยังมีวิสกี้จาก Talisker ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรงวิสกี้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย


ภาพจากโดรน หน้าผา Mealt Falls, Isle of Skye, Scotland (Credit: Tonyfreeman)

บ่ายเดินทางไป Mealt Falls เป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบ Loch Mealt ซึ่งมีความกว้าง 1 ตารางกิโลเมตร น้ำในทะเลสาบจะไหลลงมหาสมุทรผ่านทางน้ำตก Mealt Falls ซึ่งมีความสูง 55 เมตร วิธีที่จะถ่ายรูปน้ำตกที่มีชื่อเสียแห่งนี้ได้เต็มคือส่งโดรนออกไป


เราไล่ถ่ายรูปตามทางซึ่งถนนในสกายเป็นถนนชนบทที่สวยสบายตามาก ข้างทางมีสัตว์ที่เลี้ยงไว้เยอะเลย ทั้งแกะ ม้าและวัว ซึ่งสัตว์ต่างๆจะมีขนยาวฟูๆด้วยภูมิอากาศที่หนาวเย็น ที่จริงถ้าไม่ต้องรีบร้อนอะไรขับรถไปเรื่อยๆก็เพลินๆมาก ร้านค้าและบ้านคน นานๆจะได้เห็นสักกลุ่มหนึ่ง และชอบร้านของชำแบบบ้านๆในชนบทที่นี่มาก มีของขายวางไม่เป็นระเบียบและผักผลไม้ที่ดูเศร้าๆ (เพราะไม่ได้สดอะไรมาก มันปลูกไม่ได้ที่นี่) วางกันอยู่หลวมๆพร้อมป้ายราคาที่ใช้ลายมือเขียนหวัดๆ ได้อารมณ์บ้านๆดี

เราจะพูดถึงสกายโดยไม่เกริ่นถึงสัตว์ท้องถิ่นที่น่ารักอย่าง Highland Cattle ไม่ได้เลย วัวพันธุ์นี้มีในฝั่งตะวันตกของสก็อตแลนด์เท่านั้นและแบ่งออกเป็น 2 สี สีดำและสีน้ำตาล ด้วยความที่ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่หนาวจัดและลมแรง มันจึงมีเขายาวและมีขนยาวรุงรัง ถูกขึ้นทะเบียนครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1885 ถือเป็นวัวพันธุ์แรกของโลกที่ถูกขึ้นทะเบียน ครั้งแรกที่เห็นวัวนี้อดไม่ได้ที่จะปล่อยก๊ากออกมาเลยทีเดียว เพราะทรงผมที่เด๋อด๋าน่าตลกของมัน มันถูกเลี้ยงเพื่อไว้รีดนมและกินเนื้อ เนื้อของมันมีโคเรสเตอเรลต่ำกว่าวัวทั่วไป ปัจจุปันมีการเลี้ยง Highland Cattle ในเดนมาร์ค ออสเตเรีย สหรัฐอเมริกา และแคนาดา

ช่วงเย็นเรามาถึง Neist Point Lighthouse ซึ่งตั้งอยู่ในจุดตะวันตกที่สุดของเกาะ จุดถ่ายรูปที่ดีที่สุดและถือเป็นจุดที่มองเห็นประภาคารได้ดีที่สุด คือตรงจุดที่อยู่เหนือลานจอดรถไป 200เมตร สำหรับคนที่อยากลงไปตรงจุดประภาคาร ต้องเดินตามทางถนนคอนกรีตที่ปูไว้เป็นทางยาวอย่างดีแต่ค่อนข้างชันราว 40นาที (ตอนไปเป็นขาลงและไม่มีราวจับ)

ตัวประภาคารสร้างในปี ค.ศ. 1909 และมีความสูง 19เมตร สามารถมองเห็นได้ในระยะถึง 30กิโลเมตร แต่ตัวประภาคารไม่เปิดให้เข้าชม จากจุดประภาคารอาจจะมองเห็นปลาวาฬ และนกทะเลต่างๆได้ ถ้ามีเวลานั่งเฝ้า การเดินเลิ่นที่นี่ สื่งที่ควรระวังคือลมที่แรงมากแบบตัวปลิวและมาเป็นช่วงๆแบบไม่ทันตั้งตัว

ก่อนไปจากสก็อตแลนด์ เราใช้เวลาช่วงสุดท้าย ที่ Inverness อินเวอร์เนสส์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคไฮแลนด์ของสกอตแลนด์ ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเนสส์ เป็นหนึ่งในเมืองในยุโรปที่มีการเจริญเติบโตเร็วที่สุด โดยประชากร 1 ใน 4 (ราว 70,000คน) ของภูมิภาคไฮแลนด์ทีเดียว เพราะภูมิอากาศที่อบอุ่นเฉลี่ยที่ 1-13 องศา เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆแถบนี้ Inverness มีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึง ศตวรรษที่ 6 เลยทีเดียว

คนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาที่ Inverness จะไปเที่ยว Loch Ness ซึ่งลือกันว่ามีสัตว์ประหลาดหน้าตาคล้ายไดโนเสาที่มีชื่อว่า "เนสซี" และจัดเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกทางเหนือ แต่เราไม่ได้สนใจ จึงถ่ายรูปวิวแม่น้ำเนส Ness River ในตัวเมืองแทน ซึ่งสองข้างแม่น้ำมีตึกแนวสก็อตสวยๆและสะพานแขวนอยู่ สำหรับคนที่อยากเดินเล่นการเดินรอบแม่น้ำ 1 รอบจะอยู่ราว 2ชั่วโมงซึ่งจะบรรจบกลับมาที่เดิม ซึ่งเหมาะกับการเดินในช่วงอากาศดี ในแม่น้ำนี้น้ำใสมากจนเราจะเห็นชาวประมงดักจับปลาแซลมอนได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม

ตอนเด็กๆเคยมีโอกาสไปสก็อตแลนด์ 2-3 ครั้ง ตอนนั้นเรายังเด็กเกินที่จะชื่นชมความงามของธรรมชาติ จึงไม่ได้รู้สึกพิเศษกับทิวทัศน์รอบตัวที่เห็นนัก และอาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้เห็นมันในเวลาที่ “ใช่” ด้วย การชื่นชมธรรมชาติบางที่ต้องดูช่วงเช้าตรู่ บางที่ต้องช่วงตะวันตกดิน มิฉะนั้นแสงแรงมาก เราจะไม่เห็นช่วงเวลาที่สวยที่สุดของมัน การเดินทางครั้งนี้ถือว่าโขคดีมากเรื่องดินฟ้าอากาศที่ได้ฟ้าเปิดตลอดการเดินทาง

 

การเตรียมตัว

สำหรับ Isle of Skye ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางคือ มิถุนายน-สิงหาคม เพราะเป็นช่วงที่ฝนตกน้อยที่สุดและอบอุ่นที่สุด แต่จะเป็นช่วงที่คนเที่ยวเยอะที่สุดเช่นกัน ทำให้ราคาที่พักสูงมากและหายาก อากาศก็ตามฤดูช่วงหน้าร้อน 8-17c ช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2-13c และหน้าหนาวฝนตกชุกที่สุดและหนาวมาก 0-7c (อย่าไปเลยจะดีกว่า) โดยทั่วไปสถานที่ที่เราจะไปถือว่ามีลมแรง เพราะอยู่ใน Highland ไม่ค่อยมีต้นไม้เท่าไหร่ แนะนำเสื้อแบบตัดลม Wind Breaker

เรื่องอาหารการกินที่จริงสมัยนี้มีซุปเปอร์มาร์เกตสมัยใหม่อยู่ แม้จำนวนร้านไม่เยอะและไม่ใหญ่ เพราะประชากรเขามีเพียง 10,000คน แต่ไม่ถึงกับต้องซื้อไปจากเมืองอื่น สามารถแวะซื้อได้ แต่ร้านอาหารมีไม่มาก แนะนำการพักที่พักที่สามารถปรุงอาหารได้เองเพื่อสะดวก และอาหารทะเล (ซื้อได้ในซุปเปอร์เลย เขาไม่ได้มีตลาดสด) ก็สดมากและราคาดีมากๆ โดยเฉพาะแซลมอนและหอยเชลธรรมชาติ สิ่งที่ต้องเตรียมน่าจะเป็นซอสปรุงรสต่างๆ และข้าวสาร(สำหรับคนที่ติดอาหารรสเอเชีย แต่ให้ศึกษาวิธีหุงไปด้วยก่อนนะ) มิฉะนั้นก็ทำเป็นพาสต้าอร่อยกันได้ง่ายๆเลย ร้านประเภทฟาสฟูดส์ไม่ค่อยเห็นเลย แต่เจอร้านแนวมิชเชลลินหลายร้านอยู่

1,867 views

Comments


bottom of page