top of page

Budapest, Hungary

บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เดินทาง กลางตุลาคม 2019 ระยะเวลา 3 วัน

บูดาเปสต์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีแสงไฟกลางคืนที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งของยุโรป

Budapest บูดาเปสต์ เมืองแสนโรแมนติก หนึ่งในเมืองยุโรปตะวันออกที่น่าหลงไหล การเดินเล่นในเมืองนี้เหมือนเดินอยู่ในหนังสือเทพนิยาย มีสถาปัตยกรรมจากยุคโกธิค และเรอเนซองส์มากมายทั้งเมือง เหมาะกับการใส่ชุดเดรสมาเดินเล่นสวยๆ

แม่น้ดานูบี่แบ่งเมืองเป็นสองข้าง บูดาและเปสต์

บูดาเปสต์ Budapest ได้รับการขนานนามว่า “ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ” เพราะเมืองนี้ถูกแม่น้ำดานูบ Danube River ที่ไหลผ่านแบ่งเมืองออกเป็น 2 ฟากฝั่ง เดิมเมืองหลวงนี้แบ่งออกเป็น 3 เมือง Buda Pest และ Obuda และได้รวมเมืองในปี คศ 1873 ทำให้เกิดการทยอยสร้างสะพานข้ามแม่น้ำข้ามหลายสะพานเพื่อเชื่อมต่อเมืองเข้าด้วยกัน ซึ่งสะพานแต่ละอันก็สวยงามทั้งนั้น

บูดาเปสต์ Budapest มีประวัติย้อนกลับไปถึง 4 ศตวรรษก่อนคริสกาล โดยชาว Celts เซลท์ เป็นชนกลุ่มแรกที่ตั้งรกรากที่นี่ จนถึงศตวรรษที่ 1 คศ100 ถูกชาวโรมันเข้ายืดและปกครองจนสิ้นยุคโรมัน ประสาทราชวังที่เราเห็นมากมายนี้ส่วนใหญ่สร้างในช่วงศตวรรษที่ 14 ในรัชสมัย Angevin ซึ่งถืเป็นยุคทองของประเทศฮังการี เป็นยุคที่ราชสำนักเรืองอำนาจและให้การสนับสนุนด้านศิลปะแขนงต่างๆมากมาย จนถึงยุคศตวรรษที่ 15-17 บางส่วนของฮังการีถูกยึดครองโดยจักรวรรดิออตโตมัน ต่อมาก็อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คในช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งภาพหลังควบรวมกับออสเตรียก่อตั้งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและขึ้นเป็นมหาอำนาจของยุโรป

จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ล่มสลายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสนธิสัญญา Trianon ได้กำหนดเขตแดนของประเทศฮังการีตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ต่อมาฮังการีเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง และพ่ายแพ้สงคราม ทำให้ฮังการีกลายเป็นรัฐบริวารของสหภาพโซเวียตซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการสถาปนาสาธารณรัฐสังคมนิยม ตั้งแต่ ค.ศ. 1949–1989 หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย ประเทศฮังการีได้เปิดพรมแดนด้านที่ติดกับออสเตรียใน ค.ศ. 1989 และกลายเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยระบบรัฐสภาด้วยประวัติที่น่าตื่นเต้นขนาดนี้ทำให้เมืองบูดาเปสต์เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความน่าหลงไหลของโลกเก่า Old World

ความที่ฮังการีเพิ่งได้เปิดประเทศในช่วงเพียง 30ปีที่ผ่านมา เมืองบูดาเปสต์จึงยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ มีรถรางโบราณวิ่งและยังคงส่วนต่างๆไว้อย่างดี ปัจจุปันบูดาเปสต์ได้ขึ้นเป็นเมืองมรดกโลก

เวลาเดินเล่นในเมืองให้มองตามยอดตึกต่างๆ จะเห็นหลังคาที่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา

ส่วนที่เป็นไฮไลท์ในการเที่ยวมากที่สุดคือ Castle Hill ซึ่งอยู่ฝั่งบูดา Buda บริเวณนี้จะประกอบไปด้วย Buda Castle, Matthias Church, Fisherman's Bastion, Budapest Museum History, Hungarian National Gallery และ Library รถสาธารณะจะจอดที่ตีนเขาตรงจุดสถาณีรถกระเช้า

เราไม่ได้เลือกนั่ง funicular Castle Hill รถกระเช้าไฟฟ้าคาสเซิลฮิลล์ ขึ้นไป แต่เลือกนั่งรถกลอฟ์ทัวร์ที่มีขายกันแถวหน้ารถกระเช้าเลยซึ่งค่านั่งก็พอๆกับค่ารถกระเช้า โดยมีแข่งกันหลายเจ้ามาก ราคาเท่ากันหมดแล้วแต่เลือก รถนี้จะเอาเราไปส่งตามจุดต่างๆที่ว่ามาด้านบน ส่วนตัวว่าคุ้มมาก เพราะหลังจากจุดที่รถรางขึ้นไปได้คือส่วน Buda Castle (Royal Palace) ที่เหลือต้องเดินอีกไกลโข เป็นการเดินขึ้นเนินเสียด้วย คิดว่าเป็นการประหยัดเวลามากกว่าที่เลือกวิธีนี้

จุดแรกที่รถมาถึงคือโบสถ์แมทเทียส Matthias Church โบสถ์เก่าแก่อายุกว่า 700 ปี สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของโบสถ์แมทเทียสคือหลังคาสีสันสดใสที่สามารถมองเห็นได้แม้อยู่อีกฟากของแม่น้ำดานูบ โบสถ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อประกอบพระราชพิธีเถลิงราชสมบัติกษัตริย์แมทเทียสแห่งฮังการี แต่เคยถูกรุกรานจากกองทัพเติร์กทำให้สมบัติบางส่วนถูกขนออกไป ได้มีการบูรณะใหม่ให้กลับมาสวยงาม โบสถ์นี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางศาสนา ภาพเขียน กระจกโมเสคสีสดใส ด้านในสวยแบบเทพนิยาย เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปเพราะเวลาไม่พอ (เอาไว้ไปใหม่แล้วจะมาอัพเดทนะค่ะ หาเรื่องกลับไปได้อีก)

ตรงบริเวณโบสถ์ คือ ป้อมชาวประมงแบสตัน Fisherman’s Bastion จากจุดนี้จะเห็นทัศนียภาพแม่น้ำดานูบแบบพาโนราม่า ป้อมแบสตันเป็นสถาปัตกรรม Neo Gothic นีโอโกธิค ผสานกับ Romanesque โรมาเนสก์ ป้อมชาวประมงแห่งนี้ก่อสร้างตั้งแต่ปี 1895 เป็นอนุสรณ์1,000 ปีแห่งการสถาปนาฮังการี โดยมีหอรอบๆ 7หอเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ 7 เผ่าที่ก่อตั้งฮังการี โดยสร้างตัวตึกเป็นกำแพงยาวเหมือนทางเดินล้อมรอบโบสถ์แมทเทียส และมีอนุสาวรีย์ที่อุทิศให้แด่กษัตริย์นักบุญพระเจ้า Stephen I สตีเฟ่นที่ 1 แห่งฮังการี ซึ่งเป็นรูปปั้นสัมฤทธิ์สวยงามประทับอยู่บนอานม้า จุดนี้คือจุดสำหรับถ่ายภาพตึกต่างๆได้ชัดในมุมสูง ต้องจัดเลยสำหรับคนที่ต้องการถ่ายวิวเมือง

ปราสาทบูดา Buda Castle เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของกรุงบูดาเปสต์ ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 12 เพื่อเป็นฐานที่มั่นป้องกันการถูกรุกรานจากศัตรู ปราสาทแห่งนี้จึงเป็ยเป้าโจมตี ถูกทำลายและผลัดเปลี่ยนผู้ยึดครองอยู่หลายครั้ง จึงทำให้มีการบูรณะสร้างขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ ในปัจจุบันปราสาทบูดามีความยาวกว่า 300 เมตร บริเวณปีกของปราสาทเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติฮังการี Hungarian National Gallery และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์บูดาเปสต์ Budapest History Museum ด้านหน้าของปราสาทบูดา สำหรับคนที่สนใจมาเพียงปราสาทแห่งนี้ ก็ง่ายนิดเดียวแค่ขึ้น funicular Castle Hill กระเช้าไฟฟ้าคาสเซิลฮิลล์ Castle Hill แล้วไปลงที่จัตุรัส St. George ก็จะสามารถเข้าถึงตัวปราสาทได้เลย ขณะนังรถวนกลับลงไปที่ Chain Bridge เราผ่าน Guard's Palace ซึ่งมีปติมกรรมขนาดยักษ์ตั้งอยู่ ดูแล้วนึกถึงยุคโซเวียต

Chain Bridge สะพานข้ามแม่น้ำดานูบ อยู่ใจกลางเมืองบูดาเปสต์ สร้างเสร็จในปี1849 โดยวิศวกรชาวอังกฤษ William Tierney Clark ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสะพานที่มีความงดงามที่สุดของยุโรป มีอีกชื่อว่า Széchenyi Chain Bridge ตามชื่อ István Széchenyi นักการเมืองคนสำคัญซึ่งเป็นผู้พลักดันและสนับสนุนด้านการเงินให้มีการสร้างสะพานอันเป็นสัญญาลักษณ์และความสำคัญในการเชื่อมต่อฝั่ง Buda และ Pest ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 10ปี สิงโตที่อยู่ 2 ด้านของสะพานถูกนำมาวางในปี 1852 โดยปติมากร János Marschalkó แม้สิงโตสองตัวนี้จะสง่างามมากแต่กลับถูกวิจารณ์ว่าไม่มีลิ้น

อาคารรัฐสภาฮังการี Hungarian Parliament Building เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo Gothic นีโอโกธิคเป็นสัญลักษณ์สำคัญของบูดาเปสต์ มีหลังคาสีแดง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในได้ด้วย โดยจะมีส่วนภายที่เปิดให้เข้าชมทั้งหมด 700 ห้อง ทางเข้า 27 แห่ง แต่ละห้องตกแต่งสวยงาม แต่ต้องทำการจองผ่านอินเตอร์เน็ตล่วงหน้า

สำหรับเราที่ที่ชอบที่สุดในทริปคือ Great Market Hall หรือ Central Market Hall ซึ่งเป็นตลาดขายของที่รวมทุกอย่างที่เป็นนักท่องเที่ยว (อารมณ์จตุจักรบ้านเราแต่เป็นอาคาร) ขายตั้งแต่ของกินไปถึงตุ๊กตาตั้งโต๊ะ ตลาดนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1897 ออกแบบโดย Samu Pecz เพื่อเป็นการควบคุมสินค้าบริโภตที่นำเข้ามาจากที่ต่างๆไว้ในที่เดียวเพื่อให้ได้มาตราฐานทั้งคุณภาพและควบคุมราคากลาง เพราะในยุคนั้นมีปัญหาเรื่องคุณภาพและการกระจายอาหารไม่ทั่วถึงเป็นอย่างมากในเมืองหลวง

ปัจจุปันชั้นแรก เป็นโซนผัก ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ชีส ซึ่งส่วนที่น่าสนใจคือไส้กรอกแบบซาลามีที่ทำด้วยเนื้อต่างๆเช่น หมู เนื้อ กวางเป็นต้น และเครื่องเทศโดยเฉพาะพริกปาปริกาที่ใส่บรรจุภัณท์สวยงามเป็นของฝากขึ้นชื่อ

ชั้นบนเป็นร้านอาหารอารมณ์เหมือนร้านข้าวแกงฝรั่งเป็นแผงๆหน้าร้านจะมีโต๊ะของร้านใครร้านมันให้นั่ง มีของกินหลากหลาย ที่นี้จะมี Lángos ขนมฮังการีที่มีทั้งแบบเค็มและหวาน แป้งเหมือนปาตั้งโก๋โปะด้วยครีมชีสกับผักขม หรือครีมสดกับสเตอร์เบอร์รี่ อีกครึ่งหนึ่งของชั้นนี้ขายของฝาก เครื่องหัตกรรมต่างๆ กระเป๋าหนัง ผ้าปักลาย ตุ๊กตา ต่างๆ ส่วนชั้นใต้ดินเป็นซุปเปอร์ขนาดใหญ่ เรียกว่ามาที่เดียวครบ

บูดาเปสต์ เป็นเมืองที่เน้นเที่ยวช่วงค่ำมากกว่า ไม่ต้องตื่นมาเก็บแสงเช้านะค่ะ แสงสาดมาด้านรัฐสภาแต่เนื่องจาก 2 ด้านเป็นเนินเขาสูงเลยไม่มีแสงให้ดู วิธีเที่ยวยามเย็นต้องแบ่งออกเป็น 2คืน เย็นหนึ่งนั่งเรือตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก (มืดไปถ่ายไม่สวย ท้องฟ้าต้องมีสีอมฟ้า) ด้วยความที่แสงสีและไฟตอนกลางคืนของที่นี่จะสวยมาก โดยแนะนำให้นั่งเรือจาก สะพาน Szabadsag Hid (พิกัด Metro: Fovam ter แถว Central Market Hall) และลงเรือตรง Margit-sziget ซึ่งเป็นเกาะกลางน้ำมีสวนสาธาระณะใหญ่กลางเกาะ ในสวนนี้มีน้ำพุเต้นระบำขนาดใหญ่และโชว์นานมากกว่าน้ำพุประเภทเดียวกันที่ได้เห็นมาในโลก ชมน้ำพุแล้วเดินกลับขึ้นมาถ่ายรูปที่กลางสะพาน Margit hid ซึ่งมีรถรางวิ่งผ่าน ไม่เปลี่ยวเลย จุดนี้จะเป็นจุดที่ถ่ายรูป Chain Bridge ได้ตรงและสวยที่สุด ทั้งยังสามารถถ่ายรูปรัฐสภาได้เต็มๆ แต่ให้เอาเลนส์เทเลสัก 100-300 mm ไปด้วยจะถ่ายได้ใกล้กว่า

อีกเย็นหนึ่งแนะนำให้ขึ้นไปที่ ป้อมปราการซีตาเดลล่า Citadella ซึ่งตั้งอยู่บน Gellert Hill ภูเขาเเห่งนี้ตั้งตามชื่อบาทหลวงที่ได้นำศาสนาคริตส์เข้ามาสู่ดินเเดนฮังการี ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงการปกครองของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ในปี ค.ศ.1854 ก่อนจะถูกเปลี่ยนมือยึดครองโดยทั้งนาซี เเละโซเวียต ซึ่งโซเวียตนั้นใช้ป้อมเเห่งนี้ในการยิงปืนสังหารหมู่ประชาชนชาวฮังการีกว่าสองหมื่นคนที่เรียกร้องเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ตัวป้อมนั้นยังคงความสวยงามเพราะได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่มีร้านค้า ร้านอาหาร เเละโรงเเรม พิพิธภัณฑ์ Citadella ที่จัดเเสดงเรื่องราวของป้อม มีหลุมหลบภัยของทหารโซเวียตเเละคุกสำหรับขังนักโทษให้ดู แต่ส่วนตัวไม่ได้สนใจแนวนี้นัก

ด้วยความสูงกว่า 235 เมตร Citadella จึงเป็นจุดที่ดีที่จะถ่ายรูปวิวเมืองทั้งเมืองของบูดาเปสต์ เเละมองเห็นสะพานข้ามเเม่น้ำดานูบทั้ง 8 เเห่ง พร้อมแสงไฟยามค่ำคืนที่เเสนสวยงามของบูดาเปสต์ ถือเป็นชุดชมวิวหลักล้านที่พลาดไม่ได้ เพราะ night view ของเมืองบูดาเปสต์เป็นทัศนีภาพที่สวยเป็นอันดับต้นของยุโรปเลยทีเดียว เราจะมองเห็นตึกสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะ Buda Castle (Royal Palace) สองฝั่งแม่น้ำดานูบ Danube River และสะพานเชน Chain Bridge ในยามค่ำคืนได้ชัดเจน เมืองส่องประกายระยิบระยับไปด้วยแสงไฟและเป็นเงาสะท้อนบนผืนน้ำ เป็นภาพที่สวยงามเกินบรรยาย

สำหรับคนที่ชอบย่ำราตรี แนะนำ Szimpla Kert ร้านเที่ยวกลางคืนที่ทำเป็นเหมือน community mall มีร้านเหล้าหลากหลายแบบด้านใน น่าจะ 6 บาร์ เป็นแนวต่างๆและเปิดเพลงไม่เหมือนกันทุกโซน ตรงกลางเป็นลานที่มีเพลงพร้อมดีเจ ให้บรรยกาศแบบที่เที่ยวกลางคืนแบบฝรั่ง ไปคืนวันพฤหัสบดีคนยังแน่นหนาไม่มีที่นั่งยืนตะโกนคุยกัน ผู้คนแต่งตัวคละกันมาก พวกนักท่องเที่ยวก็จะเบาหน่อย ด้านข้างผับนี้คืด Street Food Karavan Budapest ที่ขายพวก street food แบบ food truck ได้บรรยกาศแบบเบียร์การ์เดนของเยอรมัน แต่ไม่ค่อยมีที่นั่ง ที่จริงบริเวณถนนแถวนี้เต็มไปด้วยผับ ร้านอาหาร ไวน์บาร์ มีร้านราเมงด้วยถ้าเราอยากทานอาหารแบบเอเชียในวันที่อากาศหนาวๆ ก่อนเข้าไปซดเหล้า

แม้จะไม่ขียนแนะนำร้านอาหาร แต่ร้านอาหารนี้ไม่พูดถึงเหมือนจะขาดอะไรไป อารมณ์ไป Porto แต่ไม่ได้ไป Majestic Cafe (คาเฟ่สำหรับกลุ่มชนชั้นสูงชาวโปรตุเกสที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1921 ตกแต่งด้วยกระจกและลายฉลุหรูหาทั้งร้าน) ที่บูดาเปสต์นี้ต้องไป New York Cafe คาเฟ่อายุกว่า 100 ปี ที่นำเสนอเมนูอาหารออสเตรียน-ฮังกาเรียนแบบชาววัง ตกแต่งสุดอลังการ ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ 1894 เมื่อครั้งเฟื่องฟูเคยได้ชื่อว่าเป็นคาเฟ่ที่หรูหราสุดในยุโรปมีแต่นักการเมือง นักเขียน บุคคลในแวดวงชั้นสูงของเมืองเดินกันเนื่องแน่น แต่ปิดกิจการเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 และเปลี่ยนมือไปเป็นร้านเครื่องกีฬาและทิ้งร้างกว่า 50ปี จึงได้รับการบูรณะใหม่ในปี 2006 ให้กลับมามีรูปโฉมสวยงามดั่งเดิม นักท่องเที่ยวแน่นร้านต้องต่อคิวยาวมาก และไม่รับจองโต๊ะ ถ้าไม่อยากต่อคิวแวะไปทานข้าวเช้าคนจะน้อยหน่อยและราคาเ

ข้าขั้นโหด

 

สิ่งที่ควรรู้

- ช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุดสำหรับชาวไทย คือ เม.ย. ก.ย. และ ต.ค. อณุหภูมิราว 8-18c และโอกาสฝนตกจะน้อย ส่วนหน้าหนาวจะหนาวถึงติดลบ ในช่วง ม.ค.-ก.พ.

- คนทั่วไปที่อายุต่ำกว่า 40ปี สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี

- ค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกเมืองเทียบกับประเทศยุโรปตะวันตก

- ค่ารถสาธารณะต่างๆราคาถูก สะดวกและเชื่อมต่อง่าย

- ค่ารถ taxi พอๆกับบ้านเรา หากเดินทางด้วย taxi ให้ใช้แอพ ชื่อ BOLT

540 views

Yorumlar


bottom of page