top of page

Beppu, Japan

Updated: Sep 11, 2019

เดินทาง: ปลายมีนาคม 2019 ระยะเวลา 3วัน



อยากเห็นบ่อนรกของเบปปุ Beppu (別府) แหล่งอนเซ็นชื่อดังแห่งคิวชูด้วยตาตนเองสักครั้ง หลายปีที่แล้ววางแผนไป แต่เจอแผ่นดินไหวก่อนเดินทางไม่ถึง 10วัน ตอนนั้นจึงเปลี่ยนแผนทั้งหมดไปเที่ยวชิโกกุแทน คิวชู รอบนี้พอดีมีเวลาและตรงกับเดือนมีนาคมที่กำลังจะหายหนาวและไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ซึ่งเหมาะกับการเก็บภาพไอน้ำร้อนเป็นที่สุด



คิวชูเป็นเกาะทางใต้ของญี่ปุ่น อากาศจึงไม่เย็นเท่าแทบคันโต ช่วงเวลาที่น่าเที่ยวสำหรับชาวเราคือช่วงมีนาคม-เมษายน และพฤจิกายน-ธันวาคม เพราะอากาศจะเย็นสบายไม่หนาวเกินไป ช่วงหน้าร้อนจะร้อนมากควรหลีกเลี่ยง คิวชูมีแหล่งท่องเที่ยวเยอะมากและหลากหลาย รอบที่ไปนี้เน้นทางเหนือคือ ฟุกุโอกะ คุโรคาว่า นากาซากิ และเบปปุ ซึ่งจะทยอยมาเล่าให้ฟัง


Umi Jigoku บ่อน้ำพุร้อนอูมิชิโกกุ ที่มีน้ำเป็นสีฟ้าใสชวนฝัน


เบปปุนั่งรถไฟไปจากฟุกุโอกะเพียง 2-3 ชั่วโมง จึงเป็นที่นิยมที่จะมาเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ แต่เราเลือกที่จะเที่ยวแบบช้าๆ 3วัน 2 คืน เอาว่าเก็บหมดไม่กลับมาอีก ถ้าจะทัวร์บ่อนรกของเบปปุ เขาจะแบ่งออกเป็น 2 ย่านหลัก ย่านคันนาว่า Kannawa มีทั้งหมด 6 บ่ออยู่ใกล้ๆ กันสามารถเดินถึงกันได้ (เบอร์ 1-6) ได้แก่ Umi Jigoku, Oniishibozu Jigoku, Shiraike Jigoku, Kamado Jigoku, Oniyama Jigoku, Yama Jigoku และย่านชิบาซึกิ Shibaseki มี 2 บ่อ (เบอร์ 7-8) Chinoike Jigoku และ Tatsumaki Jigoku ห่างจากย่าน Kannawa ประมาณ 2 กิโลเมตร ในรูปดูเหมือนใกล้เดินได้แต่เหนื่อยไม่แนะนำ


แผ่นที่โดยการท่องเที่ยวเบปปุ

เราเริ่มเที่ยวจากย่านคันนาว่า โดยเริ่มที่ Oniishibozu Jigoku เป็นบ่อโคลนเดือด จะเห็นฟองน้ำเดือดปุดๆตลอดเวลา มีบ่อย่อยอีก 2-3 บ่อ ชื่อบ่อนี้ได้มาจากโคลนที่อยู่ในบ่อเกิดการเดือด ลักษณะเป็นลูกกลมคล้ายศรีษะพระที่ไม่มีผม โคลนในบ่อมีลักษณะคล้ายน้ำปูนเปียก แต่ละบ่อมีโคลนเดือดขึ้นมาหลายวง มีศาลาบ่อน้ำร้อนให้แช่เท้าด้านทางเข้าด้วย


ที่เรียกว่าบ่อนรกก็เพราะว่าน้ำในบ่อนำ้ร้อนเหล่านี้มีอณุหภูมิสูงมาก ว่ากันว่าเบปปุมีบ่อน้ำร้อนกว่า 2,000 แห่ง ลองค้นประวัติดูพบว่า มีการจารึกถึงเมืองเบปปุตั้งแต่สมัยคามากุระ (ศตวรรษที่ 12) โชกุนโยริย่าสุ โอโตโม่ ส่งซามูไรที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบมารักษาตัวที่เบปปุ สมัยเอโดะ (ศตวรรษที่ 17) เบปปุเข้าสู่ยุครุ่งเรือง มีการสร้างโรงอาบน้ำแร่ จนถึงยุค เมจิ (ศตวรรษที่ 19) มีบ่อน้ำร้อนมากถึง 1,000แห่งในเบปปุ แล้ว



จากนั้นไปที่ Umi Jigoku ซึ่งมีพื้นที่กว้างและดูเป็นทางการที่สุดในบ่อทั้ง 8 บ่ออูมิจิโกกุ มีสีฟ้าสดใส รอบๆ บริเวณจัดเป็นสวนญี่ปุ่นสวยงามและมีศาลาแช่เท้าอยู่ใกล้ๆทางเข้า บ่อนี้มีความหมายเป็นภาษาไทยว่า “ทะเลเดือด” เนื่องจากว่าน้ำในบ่อนี้เป็นสีฟ้า เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟสึรุมิ (Mt. Tsurumi) ราว 1,200 ปีที่แล้ว อุณหภูมิน้ำสูงถึง 98 องศา


ด้านข้างมีเรือนกระจกที่เลี้ยงกล้วยไม้และดอกบัวเขตร้อนไว้ ส่วนด้านในมีศาลอินาริอยู่ด้วย ขึ้นไปขอพรกันได้ หรือจะถ้ายรูปจากทางเดินที่เป็นเสาแดงก็ได้บรรยกาศดี



ในสวนขนาดใหญ่ของ Umi Jigoku ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิจะมีดอกท้อบานเยอะมาก เละเก็บภาพมาไว้ดูเล่น



Yama Jigoku เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากโขดหิน มีสวนสัตว์ย่อมๆ ซึ่งมีทั้งนกฟลามิงโก้, ฮิปโปโปเตมัส, นกยูง, ลิงและสัตว์อื่นๆ ให้ชม นักท่องเที่ยวสามารถซื้ออาหารให้สัตว์ได้ แต่บ่อนี้ไม่ได้เข้า เพราะไม่สนใจสัตว์เท่าไหร่




Kamado Jigoku มีความหมายภาษาไทยว่า “เตาอบนรก” เพราะสมัยก่อนมีการใช้ความร้อนของบ่อนี้ในการประกอบอาหาร มีรูปปั้นปีศาจอยู่บนเตาประกอบอาหารเป็นสัญลักษณ์ของบ่อ ด้านในมี 6 บ่อเล็ก มีน้ำร้อนจากบ่อให้นักท่องเที่ยวได้ลองดื่มและจำหน่ายอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อนจากน้ำร้อน มีเมนู”พุดดิ้งโชยุบ่อนรก” และ “ไข่ออนเซน” เป็นเมนูยอดนิยม นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นแทบทุกคนจะแวะทานขนมที่นี่ จุดไฮไลท์ที่นี้คือน้ำในบ่อที่มีสีฟ้าขาว เพราะสสารซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) และตะกอนของบ่อ ก่อให้เกิดเป็นสีฟ้าพาสเทล



ตรงทางออกของ Kamado Jigoku นี้จะมีส่วนเล็กๆที่จัดแสดงหินที่วาดเป็นลายแมวอยู่น่ารักมากๆ หวานแหววมาก จึงถ่ายมาเยอะกว่ารูปบ่อน้ำพุอีก



Oniyama Jigoku มีจุดเด่นอยู่ที่มีการนำไอน้ำร้อนมาเลี้ยงจระเข้ เป็นที่แรกในประเทศญี่ปุ่นที่เลี้ยงจระเข้ (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923) ปัจจุปันที่นี่มีจระเข้มากกว่า 80 สายพันธุ์ จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า “บ่อนรกจระเข้”

มีช่วงเวลาพิเศษ วันพุธและวันเสาร์ นักท่องเที่ยวจะได้ชมจระเข้กระโดดงับอาหาร ซึ่งที่ไทยก็หาดูได้ไม่ยากที่ฟาร์มจระเข้ แต่ที่นี้น่าสนใจตรงที่ น้ำที่เลี้ยงจระเข้ใสมากๆ และไม่มีกลิ่นสัตว์ แอบอิจฉาจระเข้ที่วาสนาดีได้แช่น้ำพุร้อนทั้งปี



Shiraike Jigoku ที่นี้มีสวนสไตล์ญี่ปุ่นบริเวณรอบบ่อ มีศาลาให้พักชมความงามของสวน ดูญี่ปุ่นมากๆ น้ำในบ่อจะมีสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม อุณหภูมิน้ำ 95 องศา เหมือนแต่ละบ่อจะต้องมีอะไรพิเศษ ที่นี้มีโซนตู้ปลาปิรันยา ซึ่งดูงงงงว่าทำไมต้องมี ไม่ค่อยเข้ากัน



จากนั้นก็นั่งรถไป Chinoike Jigoku ซึงเป็นบ่อที่มีน้ำสีแดง สีของน้ำในบ่อเกิดมาจากดินสีแดงที่อยู่บริเวณนั้นถูกน้ำร้อนธรรมชาติทำปฏิกิริยาที่ความร้อนสูงถึง 78 องศา น้ำในบ่อมีสีแดงปนสีน้ำตาล บ่อนี้มีร้านขายของที่ระลึกของฝากขนาดใหญ่ตรงทางเข้าเลย ซึ่งทำเป็นทางบังคับให้ดูของก่อนและเดินออกทางเดิม ด้วยความที่ของเยอะและหลากหลายมาก จึงทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เสียทรัพย์ไปตามๆกัน อารมณ์ Tourist Trap



ที่สุดท้ายที่ไปคือ Tatsumaki Jigoku เป็นบ่อมีที่นั่งให้นั่งรอชมน้ำพุร้อน ที่จะพุ่งขึ้นมาในทุกๆ 30 – 40 นาที ในแต่ละครั้งน้ำพุจะพุ่งขึ้นมาเป็นเวลา 6 – 10 นาที เนื่องจากแรงดันค่อนข้างสูงจะมีแผ่นหินกั้นไม่ให้น้ำพุ่งขึ้นไปสูงเกิน บ่อนี้มีขนาดเล็กที่สุดจากทั้งหมด 8 บ่อ และเป็นบ่อไกเซอร์เพียงบ่อเดียว (Geyser ตือบ่อน้ำพุร้อนที่มีแรงดันมาก มีน้ำและไอน้ำที่ร้อนจัดพุ่งขึ้นมาได้สูงและค่อนข้างสม่ำเสมอ) มีแหล่งกำเนิดน้ำพุที่ใต้ดินลึกลงไปราว 50 เมตร อุณหภูมิของน้ำใต้ดินราว 150 องศา ทั้งนี้ถ้าไม่มีเวลา บ่อนี้ก็ไม่ต้องชมก็ได้



นอกจากบ่อทั้ง 8 แล้ว ยังได้นั่งรถขึ้นเขาไปเยี่ยมชมแถวเมียวบังออนเซ็น Myoban Onsen ที่มีชื่อเสียงในเรื่องบ่อน้ำพุร้อนที่มีสรรพคุณเป็นยามาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่นี่เราจะได้กลิ่นกำมะถันแรงต่างจากที่อื่น และน้ำพุร้อนมีสีขาวขุ่น ตามทางจะเห็นบ้านฟางที่เป็นเอกลักษณ์


ยูโนะฮานะโกยะ Yunohana Goya ซึ่งเป็นที่จัดแสดงวิธีจัดเก็บ "ยุโนะฮานะ" หรือแร่ธาตุที่จับตัวแข็งบริเวณปากบ่อออนเซ็นมีลักษณะเหมือนเกสรดอกไม้ มักนำมาใช้เเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง ตั้งแต่อดีต ที่นี้จะมี "ดอกแร่" ขายเพื่อให้เราเอากลับไปแช่น้ำอาบ รอบๆนี้มีโรงแรมออนเซนหลายแห่งเลยทีเดียวและทัศนียภาพก็สวยกว่าในเมืองเบปปุ




มาถึงเบปปุจะพลาดบ่ออบทรายร้อน เบปปุไคเซ็น สุนะยุ Beppu Kaisen Suneya ซึ่งตั้งอยู่บนนชายหาดใกล้กับท่าเรือเบปปุโคคุไซคันโค Beppu Kaisenko ไม่ได้ บ่ออบทรายร้อนแห่งนี้รองรับผู้มาใช้บริการได้คราวละ 10 คน จะมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่กลบทรายชุ่มน้ำร้อนให้ เหมือนถูกฝังประมาณ 10-15 นาทีจนเหงื่อออกแล้วจึงลุกขึ้นเพื่อไปล้างตัวในห้องออนเซ็นแบบแยกชายหญิง แนะนำให้มาแต่เช้า เพราะคนที่อยากลองมีเยอะแต่มีที่จำกัด เวลาเข้าไปเขาให้ไปเปลี่ยนชุดยุคาตะก่อน ซึ่งแนะนำให้ถอดชุดชั้นในหมด มิฉะนั้นจะเปียกชุม ให้เตรียมที่รวบผมพร้อมหมวกอาบน้ำไป ผมจะได้ไม่เปียกหรือเละทราย และควรเตรียมผ้าเช็ดตัวไปเองถ้าไม่อยากเสียสตางค์ซื้อ ส่วนตัวจะไม่อบทรายอีก ไม่ชอบประสบการณ์ "ถูกฝัง" รู้สึกหนักตัวและขยับไม่ได้ อึดอัดมากๆ



ถ้าอยากจะหาจุดกำเนิดของบ่อน้ำพุร้อนเบปปุ ต้องไปเยี่ยมเบปปุออนเซน Beppu Onsen เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟเบปปุ บ่อน้ำพุร้อนนี้สร้างขึ้นเมื่อค.ศ. 1879 ภายนอกของอาคารดูสง่างามแบบย้อนยุคและปรากฏในสื่อต่างๆจนกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเบปปุ ส่วนภายในมีทั้งบ่อแช่น้ำและบ่อทรายร้อน แต่ไม่ได้บรรยกาศเท่าที่เบปปุไคเซ็น สุนะยุ ซึ่งเป็นที่แช่กลางแจ้ง



ทริปนี้คงจบไม่ได้ถ้าไม่ได้แช่ออนเซน ซึ่งเป็นกิจกรรมโปรด และเป็นสาเหตุที่ไปญี่ปุ่นทุกปี ชอบอยู่โรงแรมสไล์ญี่ปุ่น (เรียกว่า เรียวกัง Ryokan) ที่มีน้ำพุร้อนให้แช่ และอาหารหรูหราหลายๆคอรส์แบบไคเสกิ Kaiseiki ให้ทานจนกลิ้งได้ จะเลือกแต่เรียวกังที่ตกทอดมาหลายๆรุ่น เพราะห้องแบบญึปุ่นจะสวยคลาสสิก มีสวนญี่ปุ่นให้ชม ชอบกลิ่นของทาทามิเวลานอนกับพื้น คิวชูก็ต้องไป แหล่งแช่ออนเซนที่ชื่อดังที่สุดอย่าง คุโรคาว่าออนเซน




คุโรคาว่า ออนเซน เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่กลางหุบเขามีแม่น้ำคุโรตัดผ่าน เดิมเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่ไดเมียวแวะใช้เพื่อผ่อนคลายจากการเดินทางในแทบคุมาโมโต้ จนถึงช่วง 1960 นี้เองที่หมู่บ้านนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จากเรียวกัง 6 แห่ง ปัจจุปันเพิ่มเป็น 29 แห่ง ที่อยู่ติดๆกัน ไล่ไปตามแม่น้ำ นักท่องเที่ยวสามารถซื้อบัตรออนเซนที่ทำด้วยไม้เพื่อไปแช่น้ำในออนเซนอีก 3 แห่งที่ไม่ใช้ที่เรียวกังของตนเองได้ เป็นโอกาสที่เราจะได้ไปลองแช่น้ำในเรียวกังต่างๆ ซึ่งสนุก เพราะแต่ละแห่งตกแต่งไม่เหมือนกัน มีที่อยู่ในถ้ำ หรือแช่ในบ่อไม่ไผ่ หรือมีน้ำตกในออนเซน ทีสำคัญพอตกเย็นจะเห็นนักท่องเที่ยวเปลี่ยนขุดเป็นยูคาตะประจำเรียวกังตนเองเพื่อไปแช่น้ำ เป็นภาพที่สวยงามย้อนยุค



ช่วงที่ไปเผอิญเป็นช่วงที่มีเทศการประดับไฟบนแม่น้ำคุโร ตกดึกทุกคนจะออกมาเดินชมไฟที่ประดับ อันที่จริงแม้ว่าจะเป็นเดือนมีนาแล้ว อากาศช่วงดึกก็ยังติดลบ 2 องศาอยู่ ถ้าจะให้แนะนำสำหรับคนที่จะมา อยากให้เลือกเรียวกังที่อยู่ตรงกลางๆของหมู่บ้าน เนื่องจากหมู่บ้านอยู่ในหุบเขาที่ค่อนข้างชัน ถ้าอยู่รอบนอกจะต้องเดินขึ้นลงบันไดที่สูงชันพอควร ไม่ค่อยสะดวก โดยเฉพาะในชุดยูคาตะและรองเท้าเกี๊ยะไม้


 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย


ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เที่ยวได้ไม่เบื่อ ยื่งไปคนเดียวยิ่งดีสะดวกสบาย ห้องโรงแรมญี่ปุ่นค่อนข้างเล็กอยู่คนเดียวสบายกว่าและญึ่ปุ่นเป็นประเทศที่มีคนเดินทางคนเดียวมากที่สุดในโลกที่หนึ่งทีเดียว โรงแรมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆจึงออกแบบให้มีชั้นโรงแรมที่มีแต่ห้องเดี่ยว ชั้นหญิงล้วน ฯลฯ



โรงแรมที่แช่น้ำแร่หรือพวกเรียวกัง Ryokan จะมีเวลาเช็คอิน เช็คเอ๊าไม่เหมือนโรงแรมทั่วไป คือเช็คอิน 16.00 และเข็คเอ๊า 10.00-11.00 แล้วแต่โรง ข้อมูลนี้สำคัญ เราจะได้วางแผนการจองตั๋วรถไฟถูก ไม่ต้องไปนั่งรอรถไฟในสถานีนานๆ

516 views

コメント


bottom of page